Manทอล View my profile

 
 
 
 
เสียงนก
 
ฉันเกลียดเสียงนก มันดังหนวกหู  

ทุกเช้า ฉันต้องทนฟังเสียงน่ารำคาญของมัน  
 

ฉันเกลียด ที่ มันมีอิสระ มากกว่าฉัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"ตื่นไปเรียนได้แล้ว นะ ลูกก"
เสียงของแม่ ที่มักจะมาปลุกเวลาฉันต้องตื่นไปเรียน
 และอีกหนึ่งคนที่ต้องไปส่งฉันเข้าโรงเรียนทุกเช้า คือ พ่อ  
 
วันศุกร์  เวลา 18.07 น.
 
"พ่อบอกลูกกี่ครั้งแล้ว ว่าต้องกลับบ้านให้ตรงเวลา"
"หนูโตแล้วนะคะ เมื่อไหร่พ่อจะเข้าใจสะที"
"ลูกต้องฟังที่พ่อบอกไม่ใช่ให้มากเถียง พ่อแบบนี้"
"หนู จะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เลิกบ่งการชีวิตหนูซะที หนูเบื่อ หนูเกลียดพ่อ"
 
เราทะเลาะกันครั้งใหญ่ นั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันกล้า ตอบโต้พ่อ ตลอดเวลา พ่อคอย ขีดเส้นให้ฉัน
ฉันต้องกลับบ้านตรงเวลา เกรดเฉลี่ย ฉันต้องอยู่ในเกณฑ์ความพอใจของพ่อ
ฉันไม่เคยได้เที่ยวไหนกับเพื่อนช่วงปิดเทอมเลย  ฉันรู้สึกเหมือยอยู่ในคุก
ทั้งๆที่ฉันก้ไม่รู้หรอกว่า คุกมันเป็นยังไง แต่ฉันอยากจะมีอิสระบ้าง แค่นั้น
 
 
วันเสาร์ 
 
"วันนี้วันเกิดฉัน ฉันจะพาแกไปเลี้ยงเอง คืนนี้ค้างบ้านฉันละกัน"
"อืม..  "
เป็นครั้งแรก ที่ได้อยู่กับเพื่อนจนดึก นอกจากไปกิจกรรมของโรงเรียน ฉันมีความสุขมาก
 
22.00 น.
 
"พ่อ"
"กลับบ้านกับพ่อ"
 
ฉันจำได้ว่า เรานั่งรถกลับบ้าน แล้วพ่อก็โมโหมาก
เราทะเลาะกันคำพุดตอนนั้น ฉันจำมันไม่ได้เลย รู้เพียงแต่ว่า  พ่อร้องไห้  
 
 
22.45 น.
 
รถของเราเสียหลัก ไปชนเข้ากับนักเรียน ม.ปลาย คนหนึ่ง
 ฉันมารู้ทีหลังว่า เป็นผู้หญิง ที่อยู่ท้ายซอยบ้านฉันเอง
เธอเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน พี่เป็นคนน่ารัก และพี่เป็นคนที่สวยมากๆ คนหนึ่ง
หลังจากคืนวันนั้น ฉันต้องนอนโรงบาลถึง สองอาทิตย์
หมอให้ฉันกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน  
 
 
ฉันยังเกลียดเสียงนก เหมือนเดิม เพราะทุกครั้งที่ฟัง
ทำให้ฉันรู้ว่า ถึงแม้ ฉันจะตื่นขึ้นมา ก็ ไม่มีพ่ออีกแล้ว
 
 
 
กระดาษเปล่า
 
 
 
 
กลิ่นหอมที่คุ้นเคย
 
มุดโน๊ตสีชมพู ที่เธอชอบใช้
 
และกระเปล่าบนโต๊ะห้องนอน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"เป็นแฟนเรา ได้ไหม"
"ขอเวลาเรา คิดหน่อยได้ไหม"
"ได้ๆ  จะเอา วันไหน ละ..."
"ถ้าเกิดเราตัดสินใจได้แล้ว เราจะเขียนใส่จดหมายให้"
 
 
"เอ๋!  ใส่จดหมายทำไม พิมพ์ส่งมาเบอร์ก็ได้"
"คือ เราชอบแบบนั้น"
" อืม ยังไงก็ได้ แล้วเราจะรอ"
 
 
" ได้ยินมาว่า เธอก็มีใจให้แกนิหว่าาา"
พอพวกเพื่อนรู้ ฉันก้โดนแซวเป็นว่าเล่น ทั้งๆที่ยังไม่อยากให้เป็นข่าว
 
 
 
"ให้เราไปส่งไหม"
"ไม่เป้นไร เรากลับบ้านเองได้"
ถึงจะปฏิเสธยัง เธอก็ยอมใจอ่อน ให้เดินไปส่งแค่ปากซอย
 
 
วันเสาร์
 
"ไปเที่ยวกันไหม"
" เออ คือ เรา  ..."
"ไปนะๆ  ไปไหนก็ได้"
"งั้น ไปห้องสมุดกันไหม"
"..."
 
สุดท้ายก็ต้องไป  ทีแรกว่าจะชวนไปเที่ยวห้าง แต่ ยังไงก็ได้
 
"ฮ้าววว....."
"ธี เบื่อเหรอ"
"อืม เมย์ ไม่เบื่อหรอ"
"ไม่เบื่อหรอก เราว่าอ่านหนังสือ หนุกดีออก"
"ว๊าา  ทั้งสวย ทั้งเรียนเก่งงี้ รักตายเลย ละ"
 
อยยิ้มของเมย์ ยังน่ารักสดใสไม่เคยเปลี่ยน  แค่ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน
ฉันก็มีความสุข ที่สุดแล้ว
 
 
23.02 น.
 
" ธ ธี ธี...."
"ไรวะ  พูดดีๆ ดิวะ"
"เมย์ โดนรถชน"
 
ตอนที่เพื่อนโทรมาบอก แรกๆ คิดว่ามันล้อเล่น
พอขี่มอไซค์ ไปที่บ้านเมย์  พ่อแม่บอกว่าเธอ จากไปแล้ว
 
หัวใจฉัน เหมือนหยุดนิ่ง  
 
 
สองอาทิตย์ต่อมา
 
ห้องของเธอยังเหมือนเดิม  มีสิ่งหนึ่งที่แม่ ไม่ได้ทิ้งไป ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ดูเหมือน
เธอ กำลังจะทำอะไรบางอย่าง
 
แม่เธอ เล่าว่า ตอน สี่ทุ่มเมย์ออกไปข้างนอก บอกว่าจะซื้ออะไร 
มารู้อีกที  มีคนวิ่งมาบบอกว่า เมย์โดนรถชน ตรงปากซอย 
 
สิ่งที่อยู่ในมือเธอตอนนั้น คือ ซองจดหมาย
 
กระเปล่าที่อยู่บนของเธอ มีรอยจางๆที่ดูเหมือนจะถุกลบไป 
 
"รัก"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เศษเหรียญ
 
 
 
 
 
 
สองอาทิตย์ก่อน มีรถชนกันที่ร้านตรงหน้าปากซอย  คนที่ถูกคนเป็นเด็กนักเรียน ม.ปลาย
ส่วนคนที่ชนเป็นข้าราชการระดับสูง ในซอยนี้ 
 
ดันอยู่ในเหตุการณ์โดยไม่ได้ตั้งใจ
 
"เฮ้อ มีเศษเหรียญ ด้วยแฮะ  ไปหาซื้อไรกินดีกว่า"
 
พอเดินมาเกือบถึงหน้าร้าน ของชำประจำซอย
 
เสียงดังโทรม เข้ากับกำแพงประตูรถไปติดับเสาร์ไฟ ทำเอาคนแถวนั้น วิ่งออกมาดู
พอรู้ตัวก็วิ่งไปหาร่างเด็กผู้หยิงที่กระเด็นออกมากไกล เพราะแรงรถ เธอเสียชีวิตแล้ว
น้ำมันรถกำลังรั่วออกมา ภายในรถ มีผู้ชายที่ผมเกลียดที่สุด กับลุกสาวของเขา
 
 
ความชิงชั่งแวบเข้ามาในสมอง ภาพในอดีตย้อนกลับมาตอกย้ำ 
คืนนั้นเมื่อ สี่ อากาศหนาวฉันขับมอไซค์พาแม่ ไปซื้อข้าวต้มให้พี่ที่นอนป่วย
 จู่ๆ มีรถคันวิ่งสวนเบียดรถของเรา รถเสียหลักล้มลงข้างทางเข้ากับรั้วหนาม
 แม่มีแผลที่ท้อง เลือดไหลไม่หยุด
 
ันมีแผลที่ขาแต่ไม่มากนัก แล้วเขาก็ผ่านมา
"ช่วยแม่ผมด้วย ครับ คุณลุง"
ภาพนั้นยังคงติดตาจนถึงทุกวันนี้
 
เขาขับเพียงมองพวกเราอย่างดูแคลน แล้วขับรถจากพวกเราไป โดยไม่สนใจใยดี
ว่าที่รถพยาบาลจะมาถึง แม่ก้เสียเลือดมาก จนเป็นแผลติดเชื้อ
แม่จากไปเมื่อ สองปีก่อน เพราะแผลครั้งนั้น ทำให้แม่ทำงานไม่ได้เหมือนก่อน
ฉันต้อง ออกจากดรงเรียนเพื่อมาหางานทำ
 
"ช่วยลูกฉัน ด้ว ..ย..ย"
เสียงนั้น เรียกสติให้กลับคืนมา
 
ฉันดึงลูกสาวของเขาออกมาก่อนที่ไฟจะลุกท่วม
ในยังคิดหาคำตอบไม่ได้ ทำไมเรา ไม่ทำเฉย อย่างที่เขาเคยทำกับเรา
แต่สิ่งหนึ่ง ที่รู้คือ ไม่ว่าใคร ก็เสียใจไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้ง
 
เขาที่รักลูกยิ่งกว่าตัวเอง
 
เด็กผู้หญิงที่เคราะห์ร้าย
 
และฉันที่บังเอิญผ่านมา
 
 
 
พอช่วยเด็กออกมา รถพยาบาลก็มาถึง ฉันจำได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้บ้านอยู่สุดซอย
ฉันเลยวิ่งไปบอกพ่อแม่ของเธอ  ฉันยังจำรถมอไซค์ที่ขับเบียดเมื่อคืนนั้นได้ดี  แล้วมันก็จอดอยู่ที่บ้านของเด็กผู้หญิง คนนั้น
 
"มิน่า ฉันถึงไม่เห็นเธอขับรถเลย"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 1 Feb 2013 00:05:13 by kadad-Sand

 
 
 
กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งนานมาแล้ว (นิดๆ)
 
ใน ชั่วโมงเรียนศิลปะ
 
 อ.ได้ให้นักศึกษานำงานมาอธิบาย ถึงแนวคิดของชิ้นงาน

อ. : งานดูสนุกดี แต่ไม่เห็นมันจะตรงกับแนวคิดเลย
 
เค้า :  ก้อมันสื่อ ออกมาตามภาพนั้นแหละ อ.             .
 
อ.  :  ฟังแล้วไม่เข้าใจครับ  เอางี้ คุณลองนำงานนี้มาเสนอใหม่

คุณอาจจะลองเขียนเป็นเรื่อง หรือแนวคิดที่มันฟังดูดีกว่านี้มา

  เพราะงานยังสามารถพัฒนาได้ แต่ถ้าเกิดคนมาสนใจงานคุณแล้ว

คุณไม่สามารถอธิบายงานได้ ผมว่า ......          
                   .

เค้า :  .......      (รอคำตอบยุ)                  
 
อ. :      ครับ ไปทำมาส่ง   (สนใจงานอื่นแล้ว)
 
 
ที่อาจารย์ นั้นก็ถุกว่าการ เขียนภาพได้แต่ถ้าไม่สามารถบรรยาย
 
หรือบอกได้ว่าคุณทำ
 
อะไร ทำเกี่ยวกับเรื่องอะไร แล้วต้องการสื่อถึงอะไร
 
มันค่อนข้างมีผลการกระทบ กับการเรียน
 
แต่เชื่อเถอะ ว่า เด็กศิลป์ ส่วนมาก ไม่เก่งเรื่องการใช้ภาษา
 
และค่อนข้างด้อยเทคโนโลยี
 

 
 
 

แค่ลองสังเกต ในหมู่เพื่อน ก็เกิดปัญหาแล้ว

 เพราะมักจะคุยกันรู้เรื่องเฉพาะกลุ่ม
 
คนอื่นที่อยู่ ต่างที่หรือ เอกอื่น มักจะไม่ค่อยเข้าใจหรือ รู้เรื่องด้วย 
 
อีกสาเหตุ คือ พวกเรามักตอบไม่ตรงคำถาม -_-"
 
เพื่อน : วันนี้กินหมูกะทะกันไหม

เค้า :  มีเรียนพรุ่งนี้เช้านิ
   
เพื่อน  :  งั้นเอาไว้วันศุกร์ ละกัน 

เค้า :  อืม งั้นซื้อยาไว้เผื่อด้วย
 
คนนอก : ( มันคุยไรกัน ) 

เพราะงี้เลยมีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร

ซึ่งเค้ากับเพื่อนนั้นเข้าใจกันอยู่แล้ว

อ.เอกภาษาไทยยังเคยบ่นเลยว่า

เด็กศิลป์ เข้าใจยาก (อันนี้ไม่แน่ใจที่อื่นเป็นไหม)
 
พวกเค้าไม่ค่อยชอบพุดไร

ที่เป็นเรื่องยาวๆไม่ค่อยอยากจะอธิบายรายละเอียด

จึงพูดตัดท่อนหรือถ้าเข้าใจกันแล้ว ก้อจะข้ามไปถามเรื่องใหม่เลย

ถ้าเอาประโยคข้างบนมาทำใหม่แบบคนทั่วๆไปคุยกัน ก็จะได้
 
เพื่อน : วันนี้ไปกินหมูกะทะกันไหม

เค้า :  พรุ่งนี้มีเรียนเช้านิ ไปกินเดียวก้อท้องเสียอีกไม่ได้ไปเรียนพอดี

เพื่อน : งั้นไว้วันศุกร์ ค่อยกินละกัน

เค้า : ได้ๆ อืม งั้น ซื้อยาเผื่อไว้ กันท้องเสียด้วยละกัน
 

 
สุดท้ายย พอเขียนไปนำเสนอ
 
อ.  :  ครับ  ทำให้งานดูมีคุณค่าขึ้นเยอะเลย

เค้า : อ.ถ้าเราไปยึดติดกับการนำเสนอ ไอเดียมันจะตันนะคะ

อ. : อืม ผมว่า มันเป็นการสื่อชนิดเหมือนกัน 

เค้า : หนูไม่ใช่นักการเมืองนิ คะ จะได้เล้าโลมคนได้
 
         
การเขียนแนวความคิดงานเหมือนจะช่วยได้แค่ตอนนำเสนองาน ละม๊างงง
 
 

edit @ 21 Jan 2013 01:43:15 by kadad-Sand

edit @ 21 Jan 2013 01:50:03 by kadad-Sand

[นิทาน]--เมือง จิต

posted on 01 Dec 2012 00:03 by amletusren
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีเมืองๆหนึ่ง ชื่อว่า"เมืองป่วยจิต"  ผู้คนที่อาศัย อยู่ที่นั้น
ต่ามีความสุข ไม่ทุกข์ร้อนใด
ต่อมาเมืองข้างๆ ที่มีชื่อว่า "เมืองเบาจิต" ได้มีงานเลี้ยง
ฉลองขึ้น ผู้คน จากทั่วสารทิศต่างเข้ามาในเมืองเบาจิต
แล้วมีชายนักเดินทางคนหนึ่ง มาถึงเมืองนี้เขาได้พบว่า เมืองเบาจิต
ไม่ได้เป็นอย่างชื่อเลยแม้แต่น้อย ผุ้คนต่างโศรกเศร้า ทั้งๆที่มีงานฉลอง
ชายนักเดินได้ถามกับชาวเมืองท่านหนึ่งว่า ทำไมเมืองนี้ถึงเศร้านัก
ชาวเมืองตอบว่า  ที่เมืองนี้เศร้าเพราะเมืองนี้ขาดความสุข
ชายนักเดินทางจึงได้ลองเดินทางไป ยังเมืองป่วยจิต
เขากลับพบว่าเมืองป่วยจิตมีผู้คนที่ยิ้มแย้มอยู่ตลอด
แต่ทำไม ผู้คนเมืองนี้ถึงมีกันน้อยหนักเหลือเกิน
เขาจึงได้ถามชาวเมืองว่าทำไมเมมืองนี้จึงสุขนัก
ชาวเมืองตอบเขาว่า เพราะเราไม่ได้ยึดติดกับชื่อเมืองของเรา
ถึงแม้ชื่อเมืองนี้จะดูแย่ แต่เราชาวเมืองกลับเลือกที่จะยินดีกับมันมากกว่า
เพราะ เราอาจจะเลือกเปลี่ยนชื่อเมืองได้ให้เพราะกว่ายิ่งเมืองเบาจิต
แต่มันจะมีค่าใด หากเมืองของเรามีแต่ความทุกข์
---จบ---

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 05 Oct 2012 17:08 by amletusren

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก

Recommend